บทความ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2564

ลดหย่อนภาษีปี 2564 รายการขั้นพื้นฐานมีอะไรบ้าง?

รายการลดหย่อนภาษี.jpg

การยื่นภาษีเงินได้ เป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยผู้มีรายได้ทุกคนที่ต้องยื่นภาษีเงินได้ทุกปี ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลจากใบกำกับภาษีไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ รายการส่วนใหญ่ที่สามารถนำไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ก็คือการทำประกันต่าง ๆ เงินบริจาค ภาษีบุตร ภาษีบิดามารดา หรือภาษีผู้พิการ เป็นต้น ซึ่งยังมีอีกหลากหลายรายการที่เราสามารถนำรายจ่ายบางส่วนไปลดหน่อยได้เพิ่มเติม ทำให้ไม่ต้องจ่ายภาษี 100% ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเก็บเอกสารหลักฐานไว้ประกอบการยื่นลดหย่อนภาษีเสมอ เช่น บัญชีรายรับรายจ่าย ใบกำกับภาษี เพื่อนำไปเป็นหลักฐานหากถูกตรวจสอบในภายหลัง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการยื่นภาษี

ตามกฎหมายระบุว่า บุคคลสัญชาติไทยที่มีรายได้เกิน 150,001 บาท/ปี มีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้ แต่จะเสียภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิของตนเอง โดยทางสรรพากรจะนำเงินได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนภาษีที่มีทั้งหมด โดยเงินได้ทั่วไป (เงินเดือน โบนัส หรือค่าจ้าง) สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- ถ้ามีเงินได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ให้ใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 91
- ถ้ามีเงินได้จากอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินเดือนด้วย จะใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 90

ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา?

  1. บุคคลธรรมดา
  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
  3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
  4. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
  5. วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

วิธีการคำนวณภาษี

ให้นำรายได้ทั้งหมดของปีมารวมกัน แล้วหักลบด้วยรายการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ เช่น
  • กรณีเป็นเงินได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ฯลฯ สามารถหักค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ตามที่เรามี
หลังจากนำค่าลดหย่อนทั้งหมดมาลบออกจากรายได้แล้ว เงินส่วนที่เหลือจะเรียกว่า "เงินได้สุทธิ" ซึ่งจะต้องนำเงินจำนวนนี้ไปคำนวณภาษี เพื่อเสียภาษีตามขั้นบันได 5-35% ดังนี้

 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

 รายได้สุทธิต่อปี ฐานภาษีเงินได้ 
 ไม่เกิน 150,000 ยกเว้นภาษี
 150,001 - 300,000 5%
 300,001 - 500,000 10%
 500,001 - 750,000 15%
 750,001 - 1,000,000 20%
   1,000,001 - 2,000,000    25%
   2,000,001 - 5,000,000    30%
 5,000,001 บาทขึ้นไป 35%

ผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษี เท่ากับว่า คนที่มีเงินเดือนไม่เกิน 25,833 บาท ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะรายได้ทั้งปีจะไม่เกิน 310,000 บาท และหลังหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท พร้อมค่าลดหย่อนส่วนบุคคล 60,000 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทครับ

รายการพื้นฐานที่ใช้ยื่นลดหย่อนภาษี 2564 - 2565

ในปี 2564 จะมีตัวช่วยลดหย่อนภาษีอยู่หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว, กลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน, กลุ่มค่าลดหย่อนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มเงินบริจาค และกลุ่มค่าลดหย่อนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

1. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล

ลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาททันที

2. ค่าลดหย่อนภาษีคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้

ลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาท สำหรับสามี-ภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้แต่เลือกนำมาคำนวณภาษีพร้อมกัน ไม่รวมการแยกยื่นแบบฯ

3. ค่าลดหย่อนภาษีบุตร

  • บุตรคนที่ 1 ลดหย่อนได้ 30,000 บาท (อายุไม่เกิน 20 ปี หรือไม่เกิน 25 ปี และกำลังเรียนอยู่)
  • บุตรคนที่ 2 ขึ้นไป และเกิดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ลดหย่อนได้ 60,000 บาทต่อคน
  • ในกรณีที่บุตรคนแรกเกิดก่อนปี 2561 คนที่สองเกิดในปี 2561 สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวนบุตร)
คุณสมบัติของบุตรที่นำมายื่นลดหย่อนภาษีได้
  • บุตรมีอายุอยู่ระหว่างแรกเกิดจนถึง 20 ปี ในปีภาษีนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส
  • มีอายุระหว่าง 21 - 25 ปี หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ยังเรียนอยู่ในระดับปวส. หรือปริญญาตรีขึ้นไป
  • บุตรเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ โดยต้องมีคำสั่งจากศาล บัตรประจำตัวผู้พิการ นอกเหนือจากค่าลดหย่อนบุตรแล้วในกรณีสามารถนำบุตรมาลดหย่อนในกรณีทุพพลภาพได้อีก 60,000 บาท
  • กรณีบุตรมีรายได้ก่อนบรรลุนิติภาวะตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ไม่สามารถนำบุตรคนนั้นมาลดหย่อนภาษีได้ แต่ถ้าหากรายได้นั้นมาจากเงินปันผลของบุตร พ่อแม่สามารถนำบุตรมาลดหย่อนภาษีได้ตามปกติ
  • กรณีบุตรบุญธรรม ต้องมีการจดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรม โดยจะเริ่มหักได้ตั้งแต่ปีภาษีที่จดทะเบียน โดยบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเดิม ไม่สามารถหักลดหย่อนจากบุตรคนนี้ได้อีก

5. ค่าฝากครรภ์ และค่าคลอดบุตร

  • หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง สูงสุดไม่เกินปีละ 60,000 บาท โดยครอบคลุมทั้งค่าฝากครรภ์ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าทำคลอด และค่าอาหารในสถานพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร ต้องอยู่ในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2564

6. ลดหย่อนภาษีบิดา-มารดา

  • ลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท มากที่สุด 4 คน ไม่เกิน 120,000 บาท โดยบิดา-มารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท และใช้สิทธิ์ซ้ำระหว่างพี่น้องไม่ได้
  • หากเป็นบิดา-มารดาของคู่สมรส จะใช้ลดหย่อนภาษีได้ก็ต่อเมื่อคู่สมรสไม่มีรายได้
  • บุตร 1 คน สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีบิดา-มารดาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เช่น หากลูกคนโตใช้ไปแล้ว ลูกคนอื่น ๆ ไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้อีก
  • บิดา-มารดา ออกหนังสือรับรองการเลี้ยงดู (ลย.03) ให้กับบุตรที่จะขอลดหย่อนภาษีด้วย ดาวน์โหลดที่นี่

7. ค่าอุปการะคนพิการหรือคนทุพพลภาพ

  • ลดหย่อนภาษีได้คนละ 60,000 บาท
  • ผู้ลดหย่อนต้องเป็นผู้ที่ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
  • ผู้พิการต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมาย หรือเป็นคนทุพพลภาพที่มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
  • หากผู้พิการหรือทุพพลภาพเป็นบิดา มารดา บุตร หรือคู่สมรสของผู้มีเงินได้ สามารถใช้สิทธิ์ควบคู่กันได้ เช่น มารดาอายุเกิน 60 ปี เป็นผู้พิการ ไม่มีรายได้ เราสามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด (30,000+60,000 บาท) เท่ากับ 90,000 บาท
ดาวน์โหลดหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือทุพพลภาพ
ดาวน์โหลดหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ

ยื่นลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกัน

1. ประกันสังคม

  • ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง โดยในปี 2564 ผู้ประกันตน มาตรา 33 สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 5,100 บาท เพื่อช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์โควิด 19
  • ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 2,139 บาท ขณะที่ผู้ประกันตน มาตรา 40 จะลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 700-3,000 บาท ตามที่จ่ายจริง

2. ประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากเพื่อสงเคราะห์ชีวิต

  • เงื่อนไขประกันชีวิตทั่วไป : ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และต้องเป็นประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • เงื่อนไขเงินฝากเพื่อสงเคราะห์ชีวิต : ลดหย่อนภาษีได้ตามที่ฝากจริง แต่เมื่อรวมกับเงินที่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท และฝากเงินตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • ตัวอย่าง หากจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในปีนั้นไปแล้ว 40,000 บาท เราจะมีสิทธิ์นำเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตไปลดหย่อนภาษีได้อีก 60,000 บาท

3. ประกันชีวิตคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้

ลดหย่อนภาษีตามจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท และต้องเป็นสามี-ภรรยาตามกฎหมายตลอดทั้งปีภาษี

4. ประกันสุขภาพตัวเอง

ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี แต่เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิต และเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
ประกันสุขภาพที่นำมาลดหย่อนได้ มีดังนี้
  • ประกันให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  • ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  • ประกันภัยโรคร้ายแรง
  • ประกันภัยการดูแลระยะยาว

5. ประกันสุขภาพบิดา-มารดา

บุตรตามกฎหมายเท่านั้นที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามจริง ใช้สิทธิ์ได้หลายคน แต่รวมกันต้องไม่เกิน 15,000 บาท และแบบประกันสุขภาพของบิดา-มารดาที่นำมาลดหย่อนภาษี จะต้องเป็นความคุ้มครองด้านใดด้านหนึ่งใน 4 ด้านเท่านั้น อาทิ ค่ารักษาพยาบาลหรือเงินชดเชย กรณีเจ็บป่วยทั่วไป, ค่ารักษาพยาบาลหรือเงินชดเชย กรณีอุบัติเหตุ, ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง และประกันคุ้มครองการพยาบาลสำหรับการเจ็บป่วยระยะยาว (Long Term Care)

6. ประกันชีวิตบำนาญ

  • ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมกับหมวดการลงุทนเพื่อการเกษียณแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • หากมีประกันชีวิตแบบทั่วไปอยู่แล้ว แต่ยังไม่ครบ 1 แสนบาท สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปรวมกับสิทธิ์ลดหย่อนประกันชีวิตแบบทั่วไปให้ครบ 1 แสนบาทก่อน ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถนำมาลดหย่อนโดยใช้สิทธิ์เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ 15% ของเงินได้ที่เสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท

ยื่นลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน

สำหรับคนที่ซื้อกองทุนต่าง ๆ สามารถนำเงินที่ลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ประกอบไปด้วยกองทุนต่าง ๆ ดังนี้

1. กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund) หรือกองทุนรวม SSF

ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในแต่ละปีภาษี

2. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF)

หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปีเต็ม นับจากวันที่ลงทุนวันแรก และนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุน โดยต้องลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์

3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

หักลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 10,000 บาท ส่วนจำนวนเงินที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และไม่เกิน 490,000 บาท จะได้รับยกเว้น ไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

4. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

ลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

5. กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน

ลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

6. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดปีละ 13,200 บาท และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

7. กองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSFX)

ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท (ซื้อระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2563) โดยไม่ต้องรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

ยื่นลดหย่อนภาษีด้วยเงินบริจาค

เงินบริจาคจะแบ่งเป็นกลุ่มเงินบริจาคที่ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และกลุ่มเงินบริจาคที่ลดหย่อนภาษีได้ตามปกติ

กลุ่มเงินบริจาคที่ยื่นลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

1. เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา

ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่นแล้ว (ก่อนหักลดหย่อนเงินบริจาค) เช่น หากบริจาคเงินให้สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด 3,000 บาท ก็จะสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า คือ 6,000 บาท
ตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ให้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนเงินบริจาค

2. เงินบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของรัฐ

ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้ หลังหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
ตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลของทางราชการที่หักลดหย่อนเงินบริจาคได้ 2 เท่า

3. เงินบริจาคสนับสนุนการกีฬา

ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้ หลังหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
ตรวจสอบรายชื่อหน่วยงานด้านกีฬาที่หักลดหย่อนได้ 2 เท่า
ตรวจสอบรายชื่อหน่วยรับบริจาคที่ใช้ระบบ e-Donation

4. เงินบริจาคเพื่อการพัฒนาสังคม

ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

กลุ่มเงินบริจาคที่ยื่นลดหย่อนภาษีได้ตามปกติ

1. เงินบริจาคทั่วไป

ลดหย่อนภาษีตามที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่น โดยต้องเป็นการบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลให้แก่วัดวาอาราม มูลนิธิ สมาคม สถานสาธารณกุศล สถานสงเคราะห์ ฯลฯ
ตรวจสอบรายชื่อมูลนิธิ สมาคม สถานสาธารณกุศล ที่หักลดหย่อนเงินบริจาคได้
ตรวจสอบรายชื่อสถานสงเคราะห์ สถานพักฟื้นบำบัดและฟื้นฟูเด็ก คนชรา คนพิการ ที่หักลดหย่อนเงินบริจาคได้

2. เงินบริจาคให้พรรคการเมือง

ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่บริจาคจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 10,000 บาท

ยื่นลดหย่อนภาษีด้วยมาตรการรัฐ

1. ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย

สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านหรือคอนโด สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับธนาคารมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท

2. โครงการช้อปดีมีคืน

ในปี 2563 จะมีโครงการช้อปดีมีคืนที่ให้นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้ามาใช้ลดหย่อนภาษีได้ สำหรับปี 2564 ณ เดือนกันยายน ยังไม่มีมาตรการใด ๆ ที่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษี ส่วนผู้ที่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง ไม่สามารถลดหย่อนด้วยมาตรการช้อปดีมีคืนได้

3. ลดหย่อนภาษีโครงการบ้านหลังแรก

ผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2559 ในราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท ยังคงใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดปีละไม่เกิน 120,000 บาทได้ โดยจะใช้ได้จนถึงปีภาษี 2563 (ขึ้นอยู่กับปีที่ซื้อบ้าน)

ยื่นลดหย่อนภาษีฉบับคนมีคู่

คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรส สามารถวางแผนร่วมกันยื่นภาษีหรือจะแยกกันยื่นภาษีก็ได้ แบ่งได้ดังนี้

1. แยกยื่นภาษี

เหมาะกับคู่สมรสที่มีรายได้ไม่ต่างกันมากนัก และมีค่าลดหย่อนต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน

2. รวมยื่นภาษี

วิธีนี้เป็นการรวมเงินได้ทั้งหมดของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน แล้วนำไปให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ยื่นแบบ เหมาะกับคู่สมรสที่มีรายได้ต่างกันมาก และผู้ที่มีรายได้น้อยใช้สิทธิลดหย่อนได้ไม่เต็มสิทธิ จึงรวมรายได้กันและให้ฝ่ายมีรายได้มากกว่าเป็นผู้ยื่นแบบ ฝ่ายที่มีรายได้น้อยและยังใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มสิทธิ์ สามารถรวมสิทธิค่าลดหย่อนทางภาษีต่าง ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายที่มีภาระภาษีสูงกว่าได้ประโยชน์ โดยทำได้ 2 วิธี คือ รวมยื่นแบบแสดงรายการในนามสามี และรวมยื่นแบบแสดงรายการในนามภรรยา

3. แยกยื่นเฉพาะเงินเดือน ส่วนเงินได้อื่น ๆ นำไปยื่นรวมในนามอีกฝ่าย สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

3.1 ภรรยาแยกยื่นแบบภาษีเฉพาะเงินเดือนของตัวเอง ส่วนเงินได้อื่น ๆ นำไปรวมกับเงินได้ของสามี แล้วยื่นภาษีรวมกันในนามสามี
3.2 สามีแยกยื่นแบบภาษีเฉพาะเงินเดือนของตัวเอง ส่วนเงินได้อื่น ๆ นำไปรวมกับเงินได้ของภรรยา แล้วยื่นภาษีรวมกันในนามภรรยา
หมายเหตุ เงินได้อื่น ๆ ในที่นี้หมายถึงดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่าบ้าน เงินรับจ้างทำของ เป็นต้น วิธีนี้เหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเงินเดือนสูง และมีรายได้จากทางอื่นด้วย ซึ่งเป็นรายได้ที่ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้น

ยื่นลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่?

โดยปกติแล้วจะยื่นภาษีประจำปี จะยื่นปีละ 1 ครั้ง ระหว่าง 1 มกราคม - 31 มีนาคมของทุกปี (หากยื่นภาษีทางระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรจะขยายเวลายื่นภาษีได้ถึง 8 เมษายนของทุกปี) ยกเว้นบางกรณีอาจจะต้องยื่นภาษีครึ่งปีในช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายนด้วย

หากยื่นแบบภาษีล่าช้าจะเกิดอะไรขึ้น

หากยื่นภาษีล่าช้าหรือยื่นไม่ครบ จะต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมายกำหนด และหากฝ่าฝืน หลีกเลี่ยง ไม่ยอมชำระจะต้องรับโทษทางอาญาด้วย บทลงโทษมีดังนี้

  • กรณีไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจนถึงวันชำระภาษี
  • กรณีเจ้าพนักงานตรวจสอบออกหมายเรียก และปรากฏว่ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้หรือยื่นแบบแสดงรายการไว้แต่ชำระภาษีขาดหรือต่ำไป นอกจากจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มแล้ว ยังจะต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าหรือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระแล้วแต่กรณี เงินเบี้ยปรับดังกล่าวอาจลดหรืองดได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
  • กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90, 91 หรือ 94 ภายในกำหนดเวลา ต้องระวางโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท
  • กรณีจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือแสดงหลักฐานเท็จหรือฉ้อโกง เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท
  • เจตนาละเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ยื่นภาษีไม่ทันทำอย่างไร

หากยื่นภาษีไม่ทันเกินกำหนด ให้เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เท่านั้น (ไม่สามารถยื่นแบบภาษีทางออนไลน์ได้) โดยต้องยื่นเอกสารดังต่อไปนี้

  • แบบฟอร์ม ภ.ง.ด.91 หรือ ภ.ง.ด.90
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย (50 ทวิ)
  • เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษี เช่น หนังสือรับรองการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต, หนังสือรับรองการจ่ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนใน RMF, เอกสารยืนยันสิทธิ์ค่าลดหย่อนบิดามารดา (ใบ ล.ย. 03) หรือเอกสารยืนยันสิทธิ์ลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (ใบ ล.ย. 04) ฯลฯ
  • เตรียมเงิน เพื่อจ่ายภาษีส่วนที่ค้าง รวมทั้งอาจต้องจ่ายค่าปรับล่าช้าด้วย

การเตรียมตัวลดหย่อนภาษีปี 2565

วิธีการในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้มีรายได้ สามารถเลือกจากรายการลดหย่อนภาษีตามวิธีข้างต้นที่กล่าวมา คือ ซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ, ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม หรือซื้อบ้านและคอนโด ซึ่งทุกรายการนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด ดังนั้น ควรเตรียมตัวและเตรียมหลักฐานที่มาของรายได้ไว้เพื่อใช้ยื่นลดหย่อนภาษีในปีถัดไปครับ

ที่มา: money.kapook, DDProperty
อ่านเพิ่มเติม