ผ่อนบ้านครบ 3 ปี Retention หรือ Refinance คุ้มกว่ากัน

วันที่ 19 ตุลาคม 2563
บทความ
สินเชื่อ
การกู้เงิน

ผ่อนบ้านครบ 3 ปี อยากลดดอกเบี้ย Retention หรือ Refinance แบบไหนคุ้มกว่ากัน

Home-Retention.png

หนึ่งในการวางแผนทางการเงิน เมื่อเราผ่อนบ้านครบ 3 ปี ในระยะสัญญาเงินกู้บ้าน ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยหลังจากนี้ ทนผ่อนต่อไปเรื่อย ๆ จนหมด เราก็จะเสียดอกเบี้ยแพง ๆ ให้กับธนาคาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียประโยชน์โดยไม่สมควรอย่างยิ่ง

ดังนั้น จึงควรหาทางลดดอกเบี้ย โดยมี 2 วิธีคือ การรีเทนชั่น (Retaintion) และ การรีไฟแนนซ์ (Refinance) ซึ่งแต่ละแบบจะมีข้อแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

1. การรีเทนชั่น (Retaintion) คือ การขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารเดิม
2. การรีไฟแนนซ์ (Refinance) คือ การเปลี่ยนธนาคาร เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยการผ่อนให้น้อยลง

ข้อแตกต่างระหว่าง รีเทนชั่น (Retention) และรีไฟแนนซ์ (Refinance)

รีเทนชั่น (Retention)

1. ทำกับธนาคารหรือสถาบันการเงินเดิม
2. ไม่ต้องยุ่งยากในการเตรียมเอกสารมาก เนื่องจากธนาคารมีฐานข้อมูลเดิมของลูกค้า แต่ทางธนาคารจะตรวจสอบประวัติการผ่อนชำระของผู้กู้ประกอบด้วย
3. พิจารณาอนุมัติเร็ว
4. มีค่าธรรมเนียมประมาณ 1-2%ของยอดวงเงินกู้เดิม หรือวงเงินที่เหลือแล้วแต่กำหนด
5. อัตราดอกเบี้ย เป็นไปตามธนาคารเดิมกำหนด

รีไฟแนนซ์ (Refinance)

1. ทำกับธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่
2. ต้องเตรียมเอกสารและทำการพิจารณาการกู้ใหม่
3. ใช้ระยะเวลาอนุมัติ เท่ากับการขอกู้ใหม่
4. ค่าธรรมเนียม
- ค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อตามสัญญาใหม่ ประมาณ 0-1% ของวงเงินกู้ใหม่ (จ่ายให้กับผู้ให้กู้ใหม่) 
- ค่าธรรมเนียมในการจำนอง ประมาณ 1% ของราคาประเมิน (ไม่เกิน 200,000 บาท) (จ่ายให้กับกรมที่ดิน)
- ค่าประเมินราคาหลักประกัน ประมาณ 2,500 บาท-0.25% ของราคาประเมิน (จ่ายให้กับผู้ให้กู้ใหม่)
- ค่าทำประกันอัคคีภัย ประมาณ 2,000 บาท สำหรับบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท (จ่ายให้กับผู้ให้กู้ใหม่)
- ค่าอากรแสตมป์ ประมาณ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ (จ่ายให้กับผู้ให้กู้ใหม่)
5. เลือกธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าได้
6. รีไฟแนนซ์ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น เพราะอาจได้รับวงเงินเพิ่มเพื่อนำไปใช้ในการตกแต่งซ่อมแซมที่อยู่อาศัย
7. รีไฟแนนซ์ มีความยืดหยุ่นด้านระยะเวลาในการผ่อนชำระมากขึ้น เช่น หากมีรายรับเพิ่มขึ้น อาจลดระยะเวลากู้ลงและชำระเงินต่องวดมากขึ้น หรือขยายเวลากู้ออกไปเพื่อให้จำนวนเงินที่จ่ายต่องวดลดลง

เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของ รีเทนชั่น (Retention) และ รีไฟแนนซ์ (Refinance)

ข้อดีของ รีเทนชั่น (Retention) คือความสะดวกสบาย เพราะดำเนินธุรกรรมกับธนาคารเดิม ซึ่งธนาคารมีเอกสารและข้อมูลเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ลูกค้าประหยัดเวลาในการเตรียมเอกสาร ซึ่งเอกสารในการ รีเทนชั่น (Retention) มีเพียงสัญญาเงินกู้ ทะเบียนบ้านและสำเนา และบัตรประชาชนของผู้กู้และสำเนาเท่านั้น ส่วนระยะเวลาในการพิจารณาก็ไม่นาน เพราะธนาคารมีประวัติการผ่อนชำระอยู่แล้ว

นอกจากนี้ รีเทนชั่น (Retention) ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า รีไฟแนนซ์ (Refinance) และบางธนาคารก็คิดแค่ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ 1% ของวงเงินกู้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากประวัติการผ่อนชำระไม่ดี การขอ รีเทนชั่น (Retention) อาจไม่ผ่าน หรือหากผ่าน อัตราดอกเบี้ยก็จะได้น้อยกว่าลูกค้าที่มีประวัติดี สำหรับข้อเสียของ รีเทนชั่น (Retention) คือ ธนาคารเดิมอาจลดดอกเบี้ยให้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับ รีไฟแนนซ์ (Refinance)

ข้อดีของ รีไฟแนนซ์ (Refinance)
ได้แก่ การลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำกว่าสินเชื่อกู้บ้านใหม่ ถือเป็นจุดดึงดูดลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดีจากธนาคารเดิมมาเป็นลูกหนี้ของธนาคารใหม่ และเมื่อเทียบกับการขอลดดอกเบี้ยจากธนาคารเดิมแล้ว รีไฟแนนซ์ (Refinance) อาจจะคุ้มกว่าในแง่ของการผ่อนชำระระยะยาว ส่วนข้อเสียของ รีไฟแนนซ์ (Refinance) คือต้องเตรียมเอกสารและทำการพิจารณาการกู้ใหม่ ทำให้ใช้ระยะเวลาในการอนุมัติเท่ากับการกู้ใหม่

 

ตารางเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียระหว่าง รีเทนชั่น (Retention) และ รีไฟแนนซ์ (Refinance)


เงื่อนไขRetention Refinance
 สถาบันการเงิน ธนาคารหรือสถาบันการเงินเดิม ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่
 การเตรียมเอกสาร เอกสารส่วนใหญ่ใช้เอกสารเดิม ประหยัดเวลา เตรียมเอกสารใหม่ทั้งหมด
 ระยะเวลาอนุมัติ พิจารณาอนุมัติเร็ว ใช้ระยะเวลาอนุมัติเท่ากับการขอกู้ใหม่
 ค่าใช้จ่าย มีค่าธรรมเนียมประมาณ 1-2% ของยอด
 วงเงินกู้เดิม หรือวงเงินที่เหลือแล้วแต่กำหนด
 มีค่าธรรมเนียมมากกว่าได้แก่ การจัดการสินเชื่อ
 ตามสัญญาใหม่ 0-3% ค่าธรรมเนียมในการ
 จำนอง 1% ค่าประเมินราคาหลักประกัน
 0.25-2% ค่าประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000
 บาทต่อมูลค่าบ้าน 1 ล้านบาท และค่าอากร
 แสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้
 อัตราดอกเบี้ย เป็นไปตามธนาคารเดิมกำหนด เลือกธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าได้



สรุป

รีเทนชั่น (Retention) มีความสะดวกในการขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วน รีไฟแนนซ์ (Refinance) มีโอกาสในการเลือกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้หลากหลาย และมีความยืดหยุ่นด้านระยะเวลาผ่อนชำระ โดยหากลูกค้าพิจารณาแล้ว ควรเลือกอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในเงื่อนไขที่ดีที่สุดครับ และอาจขอคำปรึกษากับธนาคารที่กู้อยู่เดิมก่อนเพื่อขอเปรียบเทียบดอกเบี้ยของ รีเทนชั่น Retention ก่อนที่จะดำเนินการ รีไฟแนนซ์ (Refinance)


ติดตามอัพเดทบทความในวงการอสังหาฯ ทั้งหมดได้ที่
https://www.bkkcitismart.com/บทความ

แชร์